เปลี่ยนการแสดงผล thA-AA+

ซื้อเครื่องมือแพทย์อย่ามองเป็นค่าใช้จ่ายก้อนเดียว ต้องมองเป็นเงิ

การซื้อเครื่องมือแพทย์สำหรับคลินิกหรือธุรกิจสุขภาพมักเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมาก ตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลายล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเลเซอร์ ยูนิตทันตกรรม เครื่องเอกซเรย์ เครื่องกายภาพบำบัด เครื่องตรวจวิเคราะห์ หรืออุปกรณ์เฉพาะทางอื่น

คำถามที่พบได้บ่อยคือ จะซื้อด้วยเงินสดหรือใช้สินเชื่อ และควรรับภาระนานเพียงใด

แต่ก่อนตอบคำถามเหล่านั้น เจ้าของกิจการควรเริ่มจากหลักคิดที่สำคัญกว่า คือ **เครื่องมือแพทย์ควรถูกมองเป็นเงินลงทุนระยะยาว ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นแล้วจบในเดือนที่ซื้อ**

เหตุผลคือ เมื่อคลินิกจ่ายเงินซื้อเครื่องหนึ่งเครื่อง ประโยชน์ของเครื่องไม่ได้หมดลงในวันนั้น เครื่องยังถูกนำไปให้บริการและสร้างรายได้ต่อเนื่องอีกหลายปี

ดังนั้น การวาง **สินเชื่อธุรกิจการแพทย์** หรือสินเชื่อsmeไม่มีหลักประกัน สำหรับซื้อเครื่องมือ จึงควรสัมพันธ์กับระยะเวลาที่สินทรัพย์สร้างประโยชน์ให้กิจการ

## เงินออกวันนี้ แต่รายได้กลับมาหลายปี

สมมติคลินิกต้องการซื้อเครื่องมือราคา 1.5 ล้านบาท

หากเครื่องสามารถใช้งานและสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพประมาณ 5 ปี การลงทุน 1.5 ล้านบาทไม่ได้สร้างรายได้กลับมาทั้งหมดในเดือนแรก

แต่เกิดจากเคสจำนวนมากที่ทยอยเข้ามาตลอดหลายปี

นี่คือความแตกต่างระหว่าง Capital Expenditure หรือ CAPEX กับค่าใช้จ่ายดำเนินงานทั่วไป

ค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าโฆษณา และค่าแรง เกิดขึ้นแล้วถูกใช้ไปตามรอบการดำเนินงาน

แต่เครื่องมือแพทย์เป็นสินทรัพย์ที่ยังอยู่กับกิจการและสร้างบริการได้ในอนาคต

เพราะฉะนั้น หากนำภาระทั้งหมดของสินทรัพย์ 5 ปีไปกระจุกอยู่ในช่วงเวลาสั้นเกินไป ก็อาจเกิดสิ่งที่เรียกว่า Maturity Mismatch หรือระยะเวลาของเงินไม่สัมพันธ์กับระยะเวลาที่สินทรัพย์สร้างผลตอบแทน

## ระยะเวลาชำระไม่ควรสั้นจน Cash Flow ของคลินิกถูกกดมากเกินไป

ลองใช้เครื่องราคา 1.5 ล้านบาทเป็นตัวอย่าง

สมมติทางเลือกหนึ่งทำให้ต้องจ่ายภาระประมาณ 90,000 บาทต่อเดือน

อีกทางเลือกหนึ่งกระจายระยะเวลาออกไปจนภาระเหลือประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน

ไม่ได้หมายความว่าทางเลือกที่ภาระต่ำกว่าจะดีกว่าโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องเปรียบเทียบต้นทุนทางการเงินทั้งหมดและเงื่อนไขอื่น

แต่ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนเรื่องสำคัญ คือระยะเวลามีผลโดยตรงต่อ Cash Flow ของกิจการ

หากคลินิกสร้างเงินสดหลังค่าใช้จ่ายเดิมได้เดือนละประมาณ 120,000 บาท การรับภาระใหม่ 90,000 บาทจะทำให้เหลือ Buffer เพียง 30,000 บาท

แต่หากภาระอยู่ที่ 40,000 บาท จะเหลือ Buffer มากขึ้นสำหรับรองรับเดือนที่จำนวนเคสต่ำกว่าปกติ ค่าซ่อมบำรุง หรือค่าใช้จ่ายไม่คาดคิด

ดังนั้น เมื่อพิจารณา **สินเชื่อเครื่องมือแพทย์** เจ้าของกิจการไม่ควรมองเพียงว่า “ชำระได้หรือไม่”

ควรถามว่า

“หลังชำระแล้ว ธุรกิจยังเหลือเงินสดมากพอสำหรับดำเนินกิจการหรือไม่”

## แต่ก็ไม่ควรยืดระยะเวลาเกินอายุทางเศรษฐกิจของเครื่อง

อีกด้านหนึ่ง การมองเครื่องมือเป็นเงินลงทุนระยะยาวไม่ได้แปลว่าควรกระจายภาระให้นานที่สุดเสมอไป

เครื่องมือแพทย์มีทั้ง Physical Life และ Economic Life

เครื่องอาจยังเปิดใช้งานได้หลัง 8 ปี แต่เทคโนโลยีอาจเปลี่ยนภายใน 4–5 ปี หรือมีเครื่องรุ่นใหม่ที่ให้บริการได้เร็วกว่า แม่นยำกว่า หรือเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่า

หากเครื่องเริ่มสร้างรายได้น้อยลงแล้ว แต่กิจการยังมีภาระจากสินทรัพย์ชิ้นเดิมอยู่ จะเกิดปัญหาว่า Cash Flow จากเครื่องไม่สัมพันธ์กับภาระที่เหลือ

ดังนั้น อายุที่ควรใช้วิเคราะห์ไม่ใช่เพียง “เครื่องอยู่ได้กี่ปี”

แต่ควรดูว่า

เครื่องยังสามารถสร้างรายได้ในระดับที่เหมาะสมได้อีกกี่ปี

นี่คือ Economic Useful Life ที่มีความหมายต่อการตัดสินใจทางธุรกิจมากกว่า

## ต้องคำนวณจากรายได้สุทธิต่อเคส ไม่ใช่ราคาขาย

สมมติคลินิกซื้อเครื่องใหม่และตั้งค่าบริการไว้ที่ 3,500 บาทต่อเคส

หากมองเพียงราคาขาย เครื่องอาจดูสร้างรายได้ดีมาก

แต่หนึ่งเคสอาจมี

ค่าหัวเครื่องหรือ Consumables 500 บาท

ค่าแพทย์หรือผู้ให้บริการ 700 บาท

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายอื่น 200 บาท

ค่า Marketing Allocation 600 บาท

เงินที่เหลือเพื่อรองรับค่าเครื่องจึงอาจอยู่เพียง 1,500 บาทต่อเคส

หากภาระของเครื่องอยู่ที่ 45,000 บาทต่อเดือน

45,000 ÷ 1,500 = 30 เคสต่อเดือน

นั่นหมายความว่าเครื่องต้องสร้างอย่างน้อยประมาณ 30 เคส เพียงเพื่อให้เงินส่วนเพิ่มใกล้เคียงกับภาระของเครื่อง

และยังไม่รวม Maintenance หรือเหตุการณ์ที่เครื่องหยุดให้บริการ

การมองเครื่องเป็นเงินลงทุนระยะยาวจึงต้องเชื่อม Investment กับ Unit Economics ของบริการเสมอ

## อย่าวางแผนจากกำลังสูงสุดของเครื่อง

เครื่องมือหนึ่งเครื่องอาจรองรับได้ 10 เคสต่อวัน

แต่ไม่ได้หมายความว่าคลินิกจะมีลูกค้า 10 เคสต่อวันจริง

หากเครื่องรองรับได้เดือนละ 250 เคส แต่ฐานลูกค้าปัจจุบันมีแนวโน้มเพียง 30–40 เคสต่อเดือน การใช้ Maximum Capacity มาสร้างประมาณการรายได้จะทำให้ Investment Case ดูดีกว่าความเป็นจริง

ควรใช้ Expected Utilization มากกว่า Maximum Utilization

ตัวอย่างเช่น

เครื่องรองรับสูงสุด 250 เคสต่อเดือน

ปีแรกคาดใช้งานจริง 40 เคสต่อเดือน

ปีที่สองเพิ่มเป็น 60 เคส

ปีที่สามอาจเพิ่มเป็น 80 เคส

จากนั้นจึงนำรายได้สุทธิของแต่ละปีมาเปรียบเทียบกับภาระของ **สินเชื่อเครื่องมือแพทย์**

การคำนวณเช่นนี้สะท้อนความเป็นจริงมากกว่าการสมมติว่าเครื่องจะถูกใช้งานเต็มกำลังตั้งแต่เดือนแรก

## เงินลงทุนจริงไม่ได้มีแค่ราคาเครื่อง

อีกเหตุผลหนึ่งที่ควรมองเครื่องมือในมุม Long-term Investment คือราคาในใบเสนอราคาอาจไม่ใช่ Total Investment ที่แท้จริง

สมมติเครื่องราคา 1.8 ล้านบาท

แต่ยังมีค่าติดตั้ง 80,000 บาท

ค่าอบรม 30,000 บาท

Software หรือ License ปีแรก 50,000 บาท

วัสดุเริ่มต้น 100,000 บาท

ค่าเปิดตัวบริการและการตลาด 150,000 บาท

เงินที่ต้องใช้เพื่อให้เครื่องสามารถสร้างรายได้จริงจึงอาจอยู่ที่ 2.21 ล้านบาท ไม่ใช่ 1.8 ล้านบาท

ในเชิงวิเคราะห์ สิ่งนี้เรียกว่า Total Cost of Ownership หรือการมองต้นทุนรวมของสินทรัพย์

หากคำนวณเฉพาะราคาซื้อ อาจประเมิน Payback Period สั้นกว่าความเป็นจริง

สำหรับผู้ประกอบการที่กำลังพิจารณา **สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการวิชาชีพแพทย์** ประเด็นนี้สำคัญ เพราะควรทราบให้ชัดว่า เงินลงทุนทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมีเท่าไร ก่อนกำหนดวงเงินที่ต้องการ

## เครื่องใหม่ควรเพิ่ม “ความสามารถสร้างรายได้” ของกิจการ

การซื้อเครื่องมือระยะยาวควรมีเหตุผลมากกว่า “คู่แข่งมีเครื่องนี้”

Investment Thesis ที่ดีควรตอบได้ว่าเครื่องใหม่จะทำอะไรให้กิจการ

เช่น

เพิ่มบริการใหม่ที่เดิมคลินิกไม่สามารถทำได้

เพิ่มราคาหรือรายได้เฉลี่ยต่อเคส

เพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการที่รองรับได้ในแต่ละวัน

ลดเวลาการให้บริการ

ลดต้นทุน Outsource

หรือช่วยให้ลูกค้าเดิมใช้บริการเพิ่มขึ้น

สมมติคลินิกเดิมส่งงานตรวจบางประเภทไปภายนอกเดือนละ 100,000 บาท

หากซื้อเครื่องมาตรวจเองแล้วเหลือต้นทุนดำเนินงานเดือนละ 40,000 บาท เครื่องอาจสร้าง Economic Benefit ในรูปการลดต้นทุนประมาณ 60,000 บาทต่อเดือน แม้ไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มโดยตรง

นี่ก็ถือเป็นผลตอบแทนจากการลงทุนได้เช่นกัน

ดังนั้น Return ของเครื่องมือควรวัดทั้ง Revenue เพิ่มและ Cost Saving

## ต้องมีระยะคืนทุนที่มองเห็นได้

เจ้าของคลินิกควรคำนวณ Payback Period อย่างน้อยในระดับพื้นฐาน

สมมติ Total Investment อยู่ที่ 1.8 ล้านบาท

หลังหักต้นทุนที่เกี่ยวข้อง เครื่องสร้าง Cash Contribution ได้เฉลี่ย 50,000 บาทต่อเดือน

ระยะคืนทุนอย่างง่ายจะอยู่ประมาณ

1,800,000 ÷ 50,000 = 36 เดือน

หรือประมาณ 3 ปี

ถ้าคาดว่าเครื่องยังมี Economic Life อีกหลายปีหลังจากนั้น Investment Case ก็เริ่มมีเหตุผลมากขึ้น

แต่หากต้องใช้เวลา 7 ปีจึงคืนทุน ขณะที่เทคโนโลยีอาจมีอายุทางเศรษฐกิจเพียงประมาณ 5 ปี ก็ควรกลับมาทบทวนสมมติฐาน

Payback ไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินใจลงทุน แต่ช่วยให้เจ้าของกิจการเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเงินที่จ่ายวันนี้กับเวลาที่ต้องใช้ในการสร้างเงินกลับคืนมา

## อย่าให้การลงทุนระยะยาวดึงเงินหมุนเวียนออกจากกิจการจนหมด

นี่คือข้อผิดพลาดที่ผมมองว่าสำคัญที่สุด

สมมติคลินิกมีเงินสด 1.5 ล้านบาท และเครื่องราคา 1.2 ล้านบาท

หากจ่ายสดทั้งหมดจะเหลือเพียง 300,000 บาท

ถ้าค่าใช้จ่ายประจำของคลินิกอยู่ที่เดือนละ 250,000 บาท เงินสำรองที่เหลือรองรับกิจการได้เพียงประมาณหนึ่งเดือนกว่า

ในทางบัญชีอาจดูดีเพราะไม่มีภาระเพิ่ม

แต่ในทาง Cash Flow กิจการกลับมีความเสี่ยงสูงขึ้น

ดังนั้น การใช้ **วงเงินsme** หรือโครงสร้างเงินระยะยาวบางส่วนอาจมีเหตุผล หากช่วยรักษา Liquidity Buffer ของกิจการไว้

จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่การใช้เงินสดหรือสินเชื่อแบบใดดีกว่า

แต่คือหลังซื้อเครื่องแล้ว คลินิกยังมีเงินเพียงพอสำหรับค่ายา เวชภัณฑ์ ค่าแพทย์ ค่าแรง ค่าเช่า และการตลาดหรือไม่

## สินเชื่อไม่มีหลักประกันก็ยังต้องใช้หลักเดียวกัน

บางกิจการอาจพิจารณา **สินเชื่อsmeไม่มีหลักประกัน** สำหรับการลงทุน

การไม่มีหลักประกันไม่ได้เปลี่ยนธรรมชาติของเครื่องมือจากสินทรัพย์ระยะยาวให้กลายเป็นค่าใช้จ่ายระยะสั้น

หากนำเงินมาใช้ซื้อเครื่องที่สร้างรายได้หลายปี ก็ยังควรพิจารณาว่าระยะเวลาของภาระสัมพันธ์กับ Economic Life และ Cash Flow หรือไม่

สิ่งที่ควรระวังคือ หากโครงสร้างที่ไม่มีหลักประกันมีระยะเวลาสั้นมาก ภาระรายเดือนอาจสูงจนกดสภาพคล่องของกิจการ

ดังนั้น ควรเปรียบเทียบจาก Total Repayment, ภาระต่อเดือน และ Cash Flow หลังชำระ มากกว่ามองเพียงว่าต้องใช้หลักประกันหรือไม่

## ตลาดสินเชื่อเองก็สะท้อนการแยกระหว่างเงินระยะยาวกับเงินหมุนเวียน

ตัวอย่างในตลาดปัจจุบันช่วยให้เห็นหลักนี้ชัดขึ้น

K SME Medical & Wellness Credit ของกสิกรไทยแยกวงเงินเป็นสินเชื่อระยะยาวและ OD โดยหน้าเงื่อนไขปัจจุบันระบุว่าวงเงินระยะยาวสามารถมีระยะเวลาผ่อนสูงสุดถึง 10 ปี ขณะที่วงเงินหมุนเวียนมีโครงสร้างแยกต่างหาก

การแยกเช่นนี้สะท้อนหลักพื้นฐานทางการเงินว่า เงินสำหรับสินทรัพย์ที่ให้ประโยชน์หลายปีและเงินสำหรับหมุนค่าใช้จ่ายประจำไม่จำเป็นต้องอยู่ในโครงสร้างเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ในเดือนกรกฎาคม 2569 กรุงศรีเปิดสินเชื่อ SME สำหรับการยกระดับธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand โดยเน้นการลงทุนเพิ่ม Capacity เครื่องจักร เทคโนโลยีและนวัตกรรม และมีระยะเวลาชำระสูงสุด 7 ปีสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว

ข่าวเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคลินิกควรเลือกวงเงินระยะยาวที่สุด แต่สะท้อนว่าการลงทุนเพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจมักถูกออกแบบให้มองในกรอบหลายปี

## ปี 2569 ธุรกิจการแพทย์ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายของการลงทุน

โครงการ SMEs Credit Boost ของธนาคารแห่งประเทศไทยในปี 2569 ระบุ “การแพทย์และสุขภาพ” รวมถึงธุรกิจใน Supply Chain เป็นหนึ่งในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย

โครงการมีวัตถุประสงค์เพิ่มโอกาสให้ SME ที่มีศักยภาพเข้าถึงสินเชื่อใหม่เพื่อนำไปลงทุน พัฒนาความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

วงเงินชดเชยภายใต้กลไกอยู่ที่ประมาณ 20,000 ล้านบาท และ ธปท. คาดว่าจะช่วยสนับสนุนสินเชื่อใหม่ประมาณ 100,000 ล้านบาทในช่วง 1–2 ปี

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในธุรกิจการแพทย์ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับวงเงินโดยอัตโนมัติ เพราะธนาคารยังเป็นผู้พิจารณาคุณสมบัติและความเหมาะสมตามกระบวนการปกติ

สำหรับเจ้าของคลินิก ประเด็นที่ควรนำมาใช้คือ หากการลงทุนเครื่องมือสามารถอธิบายได้ชัดว่าเพิ่ม Productivity เพิ่ม Capacity หรือนำไปสู่รายได้ที่รองรับภาระได้ Investment Case ก็จะมีเหตุผลทางธุรกิจมากขึ้น

## ภาวะสินเชื่อ SME ยิ่งทำให้ต้องพิสูจน์คุณภาพของการลงทุน

ข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อ 18 สิงหาคม 2569 ระบุว่า สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัว 2.0% จากปีก่อน แต่สินเชื่อ SMEs ยังคงหดตัวต่อเนื่อง เนื่องจากความเสี่ยงด้านเครดิตยังอยู่ในระดับสูง

ภาพนี้มีความหมายต่อผู้ประกอบการคลินิกโดยตรง

การบอกเพียงว่า “ต้องการซื้อเครื่องใหม่” อาจไม่เพียงพอในสภาพแวดล้อมที่การพิจารณาความเสี่ยงยังมีความระมัดระวัง

สิ่งที่ควรอธิบายให้ได้คือ

เครื่องมีราคาเท่าไร

ใช้งานได้กี่ปี

บริการใดจะสร้างรายได้

กำไรต่อเคสเท่าไร

คาดว่าจะมีจำนวนเคสจริงกี่เคส

ระยะคืนทุนประมาณเท่าไร

และหลังรับภาระใหม่แล้วกิจการยังเหลือ Cash Flow เท่าไร

ข้อมูลเหล่านี้ทำให้คำว่า “ซื้อเครื่อง” เปลี่ยนจากรายจ่ายก้อนใหญ่ไปเป็นแผนลงทุนที่สามารถวิเคราะห์ได้

## สรุป: เครื่องมือแพทย์ควรสร้างรายได้ยาวพอกับระยะเวลาที่ธุรกิจรับภาระ

หัวใจของ **สินเชื่อเครื่องมือแพทย์** ไม่ได้อยู่ที่การได้รับวงเงินสูงที่สุดหรือทำให้ค่างวดต่ำที่สุด

แต่อยู่ที่การทำให้อายุของเงินสอดคล้องกับอายุของสินทรัพย์

เครื่องมือที่สร้างรายได้หลายปีควรถูกมองเป็น Long-term Investment และประเมินจาก Economic Life, Utilization, รายได้สุทธิต่อเคส, Total Cost of Ownership, Payback Period และ Cash Flow ของกิจการ

หากระยะเวลาสั้นเกินไป ภาระรายเดือนอาจกดสภาพคล่อง

หากยาวเกินไป กิจการอาจยังมีภาระในวันที่เครื่องเริ่มล้าสมัยหรือสร้างรายได้ลดลง

หากใช้เงินสดมากเกินไป คลินิกอาจมีสินทรัพย์ใหม่แต่เหลือเงินหมุนเวียนไม่เพียงพอ

และหากใช้ **สินเชื่อธุรกิจการแพทย์**, **สินเชื่อเพื่อผู้ประกอบการวิชาชีพแพทย์**, **สินเชื่อsmeไม่มีหลักประกัน** หรือ **วงเงินsme** โดยไม่ได้คำนวณรายได้จากเครื่องจริง ก็อาจทำให้การลงทุนกลายเป็นภาระระยะยาวแทนที่จะสร้างการเติบโต

ดังนั้น ก่อนลงทุนควรถามให้ได้ว่า

“เครื่องนี้จะสร้างเงินกลับมาอย่างไร ตลอดระยะเวลากี่ปี และ Cash Flow ที่สร้างได้สอดคล้องกับภาระที่เรากำลังรับหรือไม่”

หากตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขได้ การซื้อเครื่องมือแพทย์ก็จะเริ่มถูกมองในฐานะ “การลงทุน” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการซื้ออุปกรณ์ราคาแพงหนึ่งชิ้น

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางแผนซื้อเครื่องมือแพทย์ การประเมินจำนวนเคส และการจัดโครงสร้างเงินสำหรับคลินิกได้ที่สินเชื่อเครื่องมือแพทย์
21 ก.ย. 2569 0 3
ความคิดเห็น
ไฟล์อัปโหลด ชนิด jpg, jpeg ขนาดไฟล์ไม่เกิน 1024

ดูทั้งหมด


ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวประชาสัมพันธ์ทั้งหมด

ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง

ประกาศจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด

ประกาศโรงพยาบาล

ประกาศโรงพยาบาลทั้งหมด

Download

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png แผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง(งบลงทุน) ครุภัณฑ์ไม่เกิน 100,000 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:13 น.] ดาวน์โหลด 30

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png ประกาศนโยบายด้านคุณธรรมจริยธรรมของ (ข้าราชการหรือพนักงาน)ลูกจ้างโรงพยาบาลภูเรือ ปี2561 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:13 น.] ดาวน์โหลด 21

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png มาตรการป้องกันและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โรงพยาบาลภูเรือ [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:12 น.] ดาวน์โหลด 12

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png แผนค่าใช้จ่ายงบดำเนินการเงินนอกงบประมาณ(เงินบำรุง)ปี2561 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:12 น.] ดาวน์โหลด 11

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png สรุปผลการดำเนินงานการจัดการเรื่องร้องเรียน (การให้บริการ) รอบ 6 เดือน ปีงบประมาณ 2561 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:12 น.] ดาวน์โหลด 10

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png สรุปผลการดำเนินการจัดการเรื่องร้องเรียน (จัดซื้อจัดจ้าง) รอบ 6 เดือน ปีงบประมาณ 2561 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:12 น.] ดาวน์โหลด 12

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png รายงานผลการวิเคราะห์การจัดซื้อจัดจ้าง ประจำปีงบประมาณ 2560 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:11 น.] ดาวน์โหลด 5

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png แนวทางการปรับปรุงการดำเนินงานการจัดซื้อจัดจ้าง ปีงบประมาณ 2561 [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:11 น.] ดาวน์โหลด 3

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/pdf.png คู่มือการปฏิบัติงานเรื่องร้องเรียนการให้บริการ โรงพยาบาลภูเรือ [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:11 น.] ดาวน์โหลด 11

https://www.phuruahospital.com/skin/ext/rar.png คู่มือแนวทางการดูแลผู้ป่วยสุขภาพจิตและจิตเวช [14 เม.ย. 2563 เวลา 16:11 น.] ดาวน์โหลด 8

ดาวน์โหลดทั้งหมด


Youtube
Youtube

^